พริกขี้หนู พริกจินดา

พริกขี้หนู พริกจินดา พบบ่อยครั้งที่หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่า…พริกเม็ดสีแดงๆนั้น เรียกว่าพริกขี้หนู” แต่จริงๆแล้วพริกชนิดนี้มีชื่อว่า…”พริกจินดา” ซึ่งยังมีหลายคนคงมีสับสนอยู่บ้าง ไหนๆถามกันมาเยอะ แอดก็จะมาเล่า “เกร็ดความรู้ของ” พริกขี้หนูสวน..สักหน่อย…ตามมาเลย!…

พริกขี้หนูสวน

ขอเริ่มจากที่มากันก่อน

พริกขี้หนูเข้ามาในไทยตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เรียกว่า “พริกแกว” หรือพริกขี้หนู… ที่เรียก “พริกแกว” นั้น เพราะไทยเราได้พันธุ์มาจากญวน ซึ่งฝรั่งเศสที่ยึดครองอินโดจีนอยู่ เอาเข้ามาปลูกจากประเทศเมืองขึ้นของฝรั่งเศสในแอฟริกาอีกต่อหนึ่ง”

ที่มาของคำว่า “สวน” ที่ต่อท้ายพริกขี้หนู

พริกตระกูลนี้จัดเป็นพริกขี้หนูเล็ก เกิดและเติบโตได้ดีในพื้นที่ๆมีร่มเงา (มีการพรางแสงประมาณ 25%) จึงนิยมปลูกแซมตามสวน จึงเป็นที่มาของพริกขี้หนูสวนนั่นเอง

พริกขี้หนูสวนเม็ดเล็ก มีทั้งความเผ็ด หอม ฉุน เหมาะจะนำไปกินแนมกับของว่างอย่าง ช่อม่วง สาคูไส้หมู ปั้นขลิบไส้ปลา ฯลฯ นอกจากนี้ยังใช้โขลกน้ำพริกกะปิ ปรุงเป็นน้ำจิ้มซีฟู้ด ได้อร่อยเด็ดขาด หรือจะนำมาดองน้ำปลา ไว้โรยข้าวกินแทนพริกน้ำปลา ก็จะช่วยให้เจริญอาหารขึ้นได้ดีทีเดียว

พริกจินดา

จัดอยู่ในกลุ่ม พริกขี้หนูผลใหญ่ ที่มีความสำคัญในฐานะพืชเศรษฐกิจของไทย

จะต่างจากพริกขี้หนูคือ กลิ่นจะไม่ฉุน กลิ่นหอม มีรสเผ็ดร้อน แต่ไม่แสบเท่าพริกขี้หนู เหมาะนำไป ผัดเผ็ดต่างๆ ใช้โขลกกับกระเทียม เมื่อนำไปผัดจะให้กลิ่นหอมมาก มักใส่ใน ผัดขี้เมา ผัดเผ็ด เป็นต้น

นิยมนำมาแปรรูปเป็น พริกแห้ง ซอสพริกแบบเผ็ดมาก (แบบซอสศรีราชา) พริกป่น หรือขนมพริกทอดงา เป็นต้น

พริกไม่ได้มีดีแค่เผ็ด

ในทางแพทย์แผนไทย อ้างอิง จากหนังสือ คำอธิบายตำราพระโอสถพระนารายณ์ ได้ระบุถึงสรรพคุณทางการแพทย์ของพริกว่า “ตำราสรรพคุณยาโบราณว่าพริกมีรสเผ็ด ร้อน รู้กัดเสมหะ ทำให้น้ำลายใส แก้ไอ แก้ตานซาง แก้ไข้สันนิบาต แพทย์ตามชนบทใช้พริกเป็นยาขับลม ยำบำรุงธาตุ และปรุงเป็นยานวดแก้ตะคริว ใบของต้นพริกมีกลิ่นฉุน รสเย็น แก้ไข้หวัดกำเดาที่ทำให้ปวดศีรษะ โดยใช้ตำกับดินสอพอง ปิดขมับจะทำให้หายปวดขมับ”

ในขณะที่ผลวิจัยในปัจจุบันพบว่า สารให้รสเผ็ดอย่างแคปไซซิน สามารถช่วยต้านมะเร็งลำไส้ได้ ช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ช่วยลดไขมันในหลอดเลือด และต้านการเกิดอนุมูลอิสระ

มารู้จักหน่วยวัดความเผ็ดของพริกกันเถอะ

SHU คือ หน่วยวัดความเผ็ดของพริก คิดค้นขึ้นในปี ค.ศ.1912 โดย Wilber Scoville (วิลเบอร์ สโกวิลล์) นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน โดยใช้แอลกอฮอล์ละลายสารให้ความเผ็ดแล้วนำไปเจือจางในน้ำทดลองให้คนชิม โดยจะเพิ่มปริมาณขึ้นทีละนิดจน 3 ใน 5 คนที่เป็นผู้ทดลองชิมจะไม่สามารถรับรู้รสเผ็ด เรียกหน่วยวัดนี้ว่า SHU ย่อมาจาก Scoville Heat Unit นั่นเอง โดยปัจจุบัน 1 ppm ของสารแคปไซซิน จะเท่ากับ 16 SHU และพริกที่เผ็ดที่สุดในโลกคือ พริก แคโรไลน่ารีฟเปอร์ (Carolina Reaper) โดยพริกนี้ 1 เม็ด มีความเผ็ดถึง 1.5 ล้าน SHU เลยทีเดียว (ขณะที่พริกขี้หนูของไทย Bird’s Eye Chilli ที่นิยมรับประทาน มีระดับความเผ็ดที่ 1 แสน-2.2แสน SHU) โดยพริกดังกล่าวแทบจะไม่สามารถนำมาบริโภคได้ แต่นิยมนำมาใช้ในการสกัดสารให้ความเผ็ดเพื่อนำไปใช้ทางการแพทย์เป็นหลัก

พริกที่ปลูกในไทยแบ่งออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ โดยจำแนกตามขนาด

1.พริกใหญ่ เป็นพริกที่มีผลขนาดใหญ่ มีความกว้างผล 1-3 เซ็นติเมตร ยาว 8-20 เซ็นติเมตร  พริกกลุ่มนี้ มีระดับความเผ็ดน้อยถึงปานกลาง เช่น พริกหนุ่ม พริกหยวก เป็นต้น

2.พริกขี้หนูใหญ่ บางท้องถิ่นเรียกพริกขี้หนูกลุ่มนี้ว่า พริกชี้ฟ้า เพราะพริกขี้หนูใหญ่แทบทุกสายพันธุ์ปลายผลจะชี้ขึ้นฟ้า ความกว้างของผลพริกนี้ อยู่ที่ 0.3-1 เซ็นติเมตร ยาว 3-8 เซ็นติเมตร มีรสชาติเผ็ด พริกกลุ่มนี้เช่น พริกจินดา พริกยอดสน พริกช่อ

3.พริกเล็กหรือพริกขี้หนูเล็ก พริกกลุ่มนี้มีขนาดเล็กกว่าสองกลุ่มที่กล่าวมา ขนาดผลยาวไม่เกิน 3 เซ็นติเมตร แต่เห็นผลพริกมีขนาดเล็กแบบนี้ ระดับความเผ็ด กลับเผ็ดจัดและหอมกว่าพริกทั้งสองชนิดที่กล่าวมา และเป็นพริกที่มีราคาแพงที่สุด ตัวอย่างพริกกลุ่มนี้ เช่น พริกขี้หนูสวน

#พริกอย่างไหนเรียกอย่างไร? #ACuisine

บทความโดย สิทธิโชค ศรีโช

ภาพประกอบโดย A Cuisine